posted on 28 Dec 2008 17:07 by aof-af2
เมื่อการสอบผ่านพ้นไป ผมต้องดีใจหรือกลุ้มใจกว่าเดิม
อิอิ มองหาทางสว่างไม่เจอเลยเนี่ย >__<"
สอบได้ ตอบได้ ทำได้ทุกข้อ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจอาจารย์หรึเปล่า
แต่ผมก้อพยายามทำข้อสอบอย่างสุดความสามารถแล้วนะคับ
ขอให้การสอบครั้งนี้ ผ่าน ผ่าน ผ่าน ผ่านไปได้ด้วยดี
อย่างน้อยก้อผมก้อไม่ควรจะอยู่ในแก๊ง "ปากคาบมีน ตีนเหยียบเอฟ" นะคับ
การสอบที่แสนโหดร้ายผ่านพ้นไป
และในที่สุดก้อมาถึงแล้ว..เวลาแห่งการเฉลิมฉลอง
สุขสันต์วันปีใหม่..
ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนเจอแต่สิ่งดีดี สุขภาพแข็งแรงถ้วนหน้านะคับ
ขอให้ผม Get A ด้วยนะคับอาจารย์
^^
ผมคิดอยู่เสมอว่าการเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจเป็นเหมือนชีวิตใหม่ของใครหลายๆ คน เพราะต้องจากบ้าน จากครอบครัว จากเพื่อนเก่า จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ (บางครั้งอาจใหม่มากจนเราเองก็ยังรับไม่ได้) โดยการใช้ความสามารถของเราเองในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด และความต้องการให้สามารถแสดงพฤติกรรม(ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว) เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอย่างเราๆอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกลมกลืนกับทุกสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ^^
การใช้ชีวิตในสังคมมหาวิทยาลัยให้มีความสุขนั้น จึงจำเป็นต้องมีสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้จริงหรึป่าว ?? มาดูกันคับ
1. มีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน นักศึกษาต้องมีการวางเป้าหมาย วางแผนชีวิต แบบที่เรียกว่า แผนกลยุทธ์ (อ.วีระกุล สอนมาอย่างงี้ อิอิ) ภายในระยะเวลา 4 ปี ในการเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยว่าตนมีเป้าหมายใดบ้าง เช่น เพื่อศึกษาหาความรู้ เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคม แต่ นศ.หญิงเพื่อนผมบางคน เค้าชอบตอบว่า เพื่อหาพ่อของลูก แต่นั่นก้อเป็นแค่ตัวอย่างขำๆนะคับ อันที่จริงแล้วทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือเรียนให้จบ ภายในระยะเวลา 4 ปี ไม่ใช่ 8 ปีเต็ม -_- !! เป็นต้น
2. การปรับตัว การอยู่ร่วมกันในสังคม จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ สิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมงาน ตลอดจนเพื่อนๆ และครูอาจารย์ ซึ่งการเรียนจะเป็นสิ่งที่ปรับอยากที่สุดสำหรับผม เพราะ ชีวิตการเรียนมันต่างกันมากกับสมัย ม.ปลาย ที่เรียนแบบชิวชิวกันนะคับ แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับคนอย่างเราที่จะอดทนกับการเรียนที่สาหัส เพื่ออนาคตอันสดใสของผมคับ !!
3. ความรับผิดชอบ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องมี และต้องมีมากมาก ทั้งความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคมส่วนรวม ผู้ที่ขาดความรับผิดชอบจะไม่สามารถเดินไปถึงความสำเร็จที่คาดหวังไว้ได้เลย เช่น บางคนหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมส์ ไปดื่มกินของมึนเมาที่หลังมอ..(อันนี้หลายคนเป็นบ่อย รวมทั้งผมก็ด้วย ^^) ไม่สนใจการเรียน ไม่รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม เป็นต้น ทำให้ได้เกรดเฉลี่ยต่ำ บางคนก็ถูกคัดตกออกไปก็มี ระวังตัวไว้ด้วยนะคับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนกันซะก่อน..
4. การช่วยเหลือสังคมและรู้จักการทำความดีเพื่อสังคม เป็นการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น การออกค่าย สร้างโรงเรียน บริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นต้น อันนี้ผมยังไม่เคยทำนะครับ แต่ว่าทางสาขาได้พาออกไปเลี้ยงข้าวกลางวันเด็กๆผู้ด้อยโอกาส รู้สึกอิ่มอก อิ่มใจมากๆอย่างบอกไม่ถูก ^^
5. รู้จักมองโลกในแง่ดี ถึงแม้ว่าจะต้องประสบกับปัญหาหรือความยากยุ่งใจ ก็มองในแง่ดีว่าปัญหาเหล่านั้นจะสามารถแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ ไม่มีปัญหาใดใหญ่เกินกว่าที่เราจะแก้ไข ทุกปัญหามีทางออก ในชีวิตมหาลัยเรามีเพื่อน มีอาจารย์ที่คอยให้คำปรึกษาเราอยู่อย่างใกล้ชิด มีปัญหาอย่าเก็บไว้คนเดียวนะคับ..
6. กตัญญูรู้คุณ ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือเรา รวมถึงการกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ซึ่งให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา และครูอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาสน์วิชาความรู้ให้กับเรา แล้วเราจะเจริญจิต เจริญใจ
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตใดๆ ล้วนแล้วแต่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ตัวใหญ่เท่าช้าง หรือชีวิตที่ตัวเล็กเท่าแล็คโตบาซีรัส ก็คือ “หนึ่งชีวิตเท่าเทียมกัน ล้วนมีคุณค่าต่อการดำรงอยู่ไม่แตกต่างกัน”
หลักธรรมาภิบาล หรือ ระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
(GOOD GOVERNANCE) หลักธรรมาภิบาล หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ใน ความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดังนี้
1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ หรืออำนาจของ ตัวบุคคล จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม และความยุติธรรม รวมทั้งมีความรัดกุมและ รวดเร็วด้วย
2. หลักคุณธรรม (Morality)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม การส่งเสริม ให้บุคลากรพัฒนาตนเอง ไปพร้อมกัน เพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต เป็นนิสัย ประจำชาติ
3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
หลักความโปร่งใส หมายถึง ความโปร่งใส พอเทียบได้ว่ามีความหมาย ตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม กับการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ให้มี ความหมายในเชิงลบ และความน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ ความโปร่งใสเป็นคำศัพท์ที่ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความสนใจในเชิงสงบสุข ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้สะดวกและเข้าใจง่าย และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องอย่างชัดเจนในการนี้ เพื่อเป็น สิริมงคลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ได้แก่ ผู้ที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การให้โอกาสให้บุคลากรหรือผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการ บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น เป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และหรือ คณะทำงานโดยให้ข้อมูล ความคิดเห็น แนะนำ ปรึกษา ร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติ
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )
หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตนเอง
6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้บุคลากรมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่า และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน
บทความจาก http://school.obec.go.th/chorpaka/tamapibal.htm